ดำเนินธุรกิจยังไงให้สำเร็จ

นักวิจารณ์มองว่ายอดขายออนไลน์ กำลังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น และจะมาจากกิจการบริคแอนด์มอร์ต้า ซึ่งกำลังมีมากขึ้นในปี พ.ศ. 2543 นี้ ฉะนั้น ร้านค้าออนไลน์ต่างๆ ที่เป็นกิจการบริคแอนด์คลิ้ก จะต้องทำความเข้าใจกับกฏกติกาใหม่ ในการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเจริญเติบโต การตลาด การโฆษณาและเงินทุนเพื่อการตลาด (MDF = Market Development Fund) และแน่นอนว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีกรายหนึ่ง ก็คือผู้ผลิตที่คอยป้อนสินค้าให้กับผู้ค้าปลีกต่างๆ ก็จำเป็นต้องศึกษาสิ่งที่กล่าวมานี้ด้วยเช่นกัน

ร้านค้าปลีกแบบออฟไลน์ จะเจริญเติบโตด้วยการเน้นไปสู่ตลาดใหม่ๆ และเปิดร้านใหม่ หรือบางทีก็มีการปรับปรุงร้านเดิมที่มีอยู่ ด้วยการจัดตกแต่งร้านใหม่ หรือเพิ่มประเภทสินค้าให้มีความหลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการเติบโต ด้วยการขยับขยายร้านค้าของร้านค้าออฟไลน์แล้ว การมุ่งเน้นไปที่ส่วนแบ่งในตลาด ก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง เพื่อจะได้สามารถเอาชนะคู่แข่งได้ ไม่ว่าจะโดยกลยุทธทางการตลาดใดๆ การบริหารงานที่มีประสิทธิภาพ และการโหมกระหน่ำในเรื่องการส่งเสริมการขาย เป็นต้น

ในส่วนของร้านค้าปลีกแบบออนไลน์นั้น การเจริญเติบโตนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับระบบที่พรั่งพร้อม เช่น การออกแบบหน้าเว็บ ระบบการซื้อสินค้า ระบบการจ่ายเงิน เป็นต้น เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีข่าวที่ ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับบริษัทดอทคอม เช่น อีเบย์ (E-Bay) บียอนด์ (Beyond) ทอยส์อาร์อัส (Toysrus) และ แอมเมซอน (Amazon) เป็นต้น ที่ราคาหุ้นของบริษัทค่อยๆ ตกลงเรื่อยๆ ซึ่งมาถึงตรงจุดนี้ หลาย ๆ บริษัทก็ต้องกลับมาทบทวนกันใหม่ ว่าจะดำเนินธุรกิจต่อไปอย่างไร ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว ฉะนั้น การระดมทุนเพื่อมาจัดการบริหารด้านการตลาด จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเรียกลูกค้าให้เข้ามาซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ของตนเยอะ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็กำลังศึกษากัน ว่าจะทำอย่างไรกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ พฤติกรรมการเข้าเยี่ยมชมเว็บ หรือ ความต้องการของลูกค้า ในเรื่องระบบฐานข้อมูล เช่น จำนวนผู้เข้าชมเว็บ เป็นต้น

การโฆษณา การตลาด และ เงินทุนเพื่อการตลาด

ร้านค้าแบบออนไลน์และออฟไลน์นั้น จะมีการบริหารงานด้านต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป เช่น การตลาด การโฆษณา และการใช้ประโยชน์จากเงินทุนเพื่อการตลาด (MDF = Market Development Funds) เป็นต้น โดยร้านค้าแบบออฟไลน์ จะใช้เงินในการโฆษณาร้อยละ 90 และใช้ในการตลาดเพียงร้อยละ 10 โดยที่การโฆษณาในร้านค้าแบบออฟไลน์ จะอาศัยสื่อต่างๆ เช่น สิ่งพิมพ์ วิทยุหรือโทรทัศน์ เป็นต้น ส่วนในการทำการตลาดนั้น มักจะทำก็ต่อเมื่อมีการเข้าสู่ตลาดใหม่ๆ เป็นครั้งแรก หรือเมื่อต้องการวิเคราะห์ ถึงการใช้วิธีการโฆษณา หรือการส่งเสริมการขายต่างๆ ว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่เช่น การจัดชิงโชค เป็นต้น

ในทางกลับกัน ร้านค้าแบบออนไลน์จะมีการทำการตลาดอยู่ตลอดเวลา เช่น ระบบฐานข้อมูลของลูกค้าที่ต้องคอยดูแลเอาใจใส่อยู่เสมอ เป็นต้น เพราะการรู้จักความต้องการของลูกค้า เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยติดตามพฤติกรรมของลูกค้าได้ ไม่เพียงแต่จะรู้ว่าอะไรที่ลูกค้าต้องการซื้อ แต่จะต้องรู้ว่า ลูกค้าชอบที่จะซื้อสินค้าเมื่อไร ซึ่งเดี๋ยวนี้ก็มีซอฟท์แวร์ที่จะสามารถช่วยทำนายได้ ว่า สินค้าแบบไหนที่ลูกค้ามีทีท่าว่าจะซื้อ โดยจะไม่ได้ดูตามประวัติการสั่งซื้อ แต่จะดูจากพฤติกรรม ในขณะที่ลูกค้ากำลังท่องเที่ยวอยู่ในร้าน

ร้านค้าออนไลน์จะต้องมีกลยุทธในการบริหารการตลาด เช่น หากลูกค้าซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์อย่างซีพียูไปหนึ่งชิ้น ทางร้านค้าจะต้องทราบว่าร้อยละ 40 ของลูกค้าจะซื้อจอมอนิเตอร์ภายใน 30 วันนับจากวันที่ซื้อซีพียูไป หรือว่าทางร้านจะต้องทราบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เพิ่งจะฟอร์แมทฮาร์ดดิสก์ หรืออัพเกรดซีพียูใหม่ มักจะซื้อซอฟท์แวร์ยูทิลิตี้ไปหลายรายการ เป็นต้น

ที่มา: http://www.atii.th.org

Post a Response