โฆษณาออนไลน์แรงไม่ตก
เทรนด์โฆษณาออนไลน์แรงต่อเนื่อง “ท็อปสเปซ” คาดปีนี้มูลค่ารวมขยับถึง 1,500-1,600 ล้าน มีสัดส่วนเพิ่มเป็น 2% ของอุตฯโฆษณาโดยรวม แถมขยายตัวเพิ่มได้อีก 25-30% ชี้นักการตลาด-ผู้ประกอบการหั่นงบฯ-มองหาสื่อทางเลือกมากขึ้น
นายกษมาช นีรปัทมะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ท็อปสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้บริหารสื่อและการตลาดออนไลน์ ในเครือสนุกดอดทคอม เปิดเผยว่า ในปี 2551 ที่ผ่านมาสื่อโฆษณาออนไลน์และดิจิทัลมีเดียมีมูลค่ารวมประมาณ 900 ล้านบาท หรือประมาณ 1% ของอุตสาหกรรมโฆษณาโดยรวมที่มีมูลค่า 90,000 ล้านบาท สำหรับปีนี้สื่อโฆษณาออนไลน์และดิจิทัลมีเดียยังมีแนวโน้มขยายขยายตัวต่อ เนื่อง โดยคาดว่าปีนี้โฆษณาผ่านออนไลน์และดิจิทัลมีเดียจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 2% หรือประมาณ 1,500-1,600 ล้านบาท ของอุตสาหกรรมโฆษณาโดยรวมที่คาดว่าจะลดลงประมาณ 10-15%
ทั้งนี้เป็น ผลมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย
1. เมื่อบริษัทตัดลดงบฯการตลาดและโฆษณา หลายสินค้าไม่มีงบฯเหลือที่จะใช้สื่อโทรทัศน์ก็จะหันมาหาสื่อทางเลือกใหม่ อย่างโฆษณาออนไลน์มากขึ้น
2. การขยายตัวอย่างรวดเร็วของ Social Networking ทำให้นักการตลาดหันมาหาช่องว่างและรูปแบบในการทำโฆษณาเพื่อเข้ากลุ่มเป้า หมายในสังคมออนไลน์มากขึ้น และ
3. มีวิดเจ็ต (Widget) แอพพลิเคชั่นที่ทำให้เกิดลูกเล่นและรูปแบบในการโฆษณาออนไลน์ใหม่ๆ เกิดขึ้น อีกทั้งยังสามารถสอดแทรกแบรนดิ้งของสินค้าเข้าไปในคอนเทนต์และแมสเซสที่ต้อง การนำเสนอ
โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมาพบว่าบริษัทมีอัตราการขยายตัว เพิ่มขึ้นสูงถึง ประมาณ 25-30% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน ขณะที่ในภาพรวมของสื่อโฆษณาออนไลน์ขยายตัวเฉลี่ยในอัตรา 15-30% และคาดว่าในช่วงไตรมาสแรกนี้จะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 25-30% เช่นกัน ทั้งนี้มองว่างบฯโฆษณาทางสื่อออนไลน์และดิจิทัลมีเดียที่ขยายตัวขึ้นในอัตรา ที่สูงนี้ส่วนหนึ่งจะเป็นการแชร์มาจากสื่อโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อที่ต้องใช้งบฯค่อนข้างสูงมาก และเชื่อว่าบริษัทที่ถูกตัดงบฯการตลาดจะหันมาเลือกใช้ช่องทางสื่อออนไลน์ เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน
“ที่ผ่านมาส่วนใหญ่คนจะมองสื่อออนไลน์เป็น มีเดีย ก็จะเน้นทำโฆษณาในสื่ออนไลน์เท่านั้น แต่ขณะนี้และในอนาคตเชื่อว่าออนไลน์มีเดียนี้จะกลายเป็นออนไลน์แอดเวอร์ไท ซิ่ง โดยนอกจากจะทำโฆษณาในสื่อออนไลน์แล้วจะยังทำเป็นแคมเปญการตลาดที่เป็น แพ็กเกจมากขึ้น โดยมีทั้งครีเอทีฟและเอ็นเตอร์เทนเมนต์เข้ามาทำให้สื่อออนไลน์มีความน่าสนใจ และเกิดประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น” นายกษมาชกล่าวและว่า ปัจจุบันบริษัทได้แบ่งทีมชายออกเป็น 4 ทีมหลัก คือทีมที่ทำงานร่วมกับครีเอทีฟเอเยนซี่และมีเดียเอเยนซี่ทีมขายตรง สำหรับกลุ่มที่เคยใช้งานอยู่แล้ว ปัจจุบันมีคีย์แอ็กเคาน์อยู่ประมาณ 20-30 ราย ทีมเซลวิ่งหาลูกค้าใหม่ และทีมเทเลเซล (SME) ขายงานทางโทรศัพท์
นอก จากนี้ บริษัทยังมีทีมที่สามารถรับโจทย์และวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายของลูกค้า สำหรับลูกค้าที่ไม่ได้ต้องการแค่เพียงโฆษณาออนไลน์ แต่ต้องการให้บริษัทเป็นที่ปรึกษาทางด้านการตลาดออนไลน์ด้วย
นายกษมา ชกล่าวต่อไปว่า กลุ่มสินค้าที่นิยมใช้สื่ออนไลน์และดิจิทัลมีเดียสูงสุด 5 อันดับแรกประกอบด้วยกลุ่มผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ กลุ่มสินค้าไอที กลุ่มการศึกษา กลุ่มบริษัทท่องเที่ยว และกลุ่มรถยนต์ นอกจากนี้ กลุ่มคอนซูเมอร์โปรดักต์เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่หันมาใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น อย่างชัดเจนในปีนี้อีกด้วย
ด้านนายทอม ศรีวรกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดแมกซ์ เน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการธุรกิจเครือข่ายโฆษณาออนไลน์ได้เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า จากปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั่วโลกมีผลทำให้ตลาดโฆษณาออนไลน์เติบโตสูงขึ้น โดยในปีที่ผ่านมาตลาดโฆษณาออนไลน์ไทยมีมูลค่ากว่า 700 ล้านบาท และมีสัดส่วนประมาณ 1% ของตลาดโฆษณารวม และคาดว่าปีนี้จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณ 4-5 เท่าตัว เนื่องจากกลุ่มผู้ประกอบการนิยมใช้สื่ออินเทอร์เน็ตในการเจาะเข้าหากลุ่มผู้ บริโภคเป้าหมายมากขึ้น ประกอบกับการที่ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานมีบรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ตและมีแนวโน้มจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่เติบโตสูงขึ้น
ทีมา : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
