สั่งพิมพ์

รอยร้าวแห่งชีวิต

รอยร้าวแห่งชีวิต

เป็นเรื่องราวจากชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ จนครอบครัวเกือบจะแตกหัก แนะนำให้อ่านเพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจค่ะ

ถึงเจ้าของ “บ้าน” โปรดหมั่นตรวจตรา ซ่อมแซม อุดรอยรั่ว และซ่อมรอยร้าวใน “บ้าน” เป็นประจำ....

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่เข้าเวปบอร์ดของ pantip มานานหลายปีแล้ว ส่วนใหญ่จะเข้าที่โต๊ะห้องสมุด หรือไม่ก็โต๊ะจตุจักร แต่พอเริ่มมีเจ้าตัวเล็ก ก็มารู้จักกับห้องชานเรือน เข้ามาพูดคุยได้ซักระยะ แต่ช่วงหลังเน้นมาอ่านมากกว่าอ่ะค่ะ....

จน เมื่อปลายปีที่แล้ว...ต้องประสบกับมรสุมชีวิตลูกโต ที่โหมกระหน่ำเข้ามาในครอบครัว โดยที่ดิฉันไม่ทันตั้งตัวรับมาก่อน จนทำให้ “บ้าน” ที่เคยอบอุ่นเกือบจะแตกไปซะ....ดีที่....ยังมีลูกเป็นเหมือนโซ่ทองเส้นเล็กๆ คอยฉุดเหนี่ยวรั้งไว้ไม่ให้บ้านต้องแตกเป็นสองเสี่ยง แต่ถึงอย่างนั้น...แต่จนป่านนี้ ดิฉันยังซ่อมแซมรอยร้าว และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับ “บ้าน” ไม่เสร็จสมบูรณ์เลยค่ะ...

ที่ วันนี้ ดิฉัน กลับมาตั้งกระทู้ในบ้านชายเรือนอีกครั้ง เพราะ เข้าไปอ่านกระทู้แนะนำข้างบน หลังจากที่ไม่ได้เข้ามาในห้องนี้ นานพอดู...และด้วยความที่ตอนนี้ ดิฉันคงเรียกความเข้มแข็งกลับคืนมาได้มากขึ้นแล้ว...

จึงอยากแชร์ ความรู้สึก และประสบการณ์กับเพื่อนๆ ทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็น สามี หรือ ภรรยา ไม่ว่าคุณจะเป็นคุณพ่อ หรือ คุณแม่ หรือ “ว่าที่”

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่คบเพื่อน ซึ่งกลายมาเป็นแฟน และจากแฟนก็กลายมาเป็นสามี และเป็นคุณพ่อของลูก ตามลำดับ....

ด้วย ระยะเวลากว่า 8 ปี ชีวิตรักของเรา เริ่มต้นจากความผูกพันของคำว่าเพื่อน...ระหว่างที่เป็นแฟนกัน ก็มีบ้างที่ต่างฝ่ายต่างก็มีใครๆ ที่ผ่านมาในชีวิต แต่ก็ฝ่าฟันอุปสรรคนั้นมาได้

จนล่วงมาถึงปีที่ 9 ที่เราแต่งงาน สร้างครอบครัวร่วมกัน เราต่างช่วยกันสร้างสิ่งต่างๆ อาจนับได้ว่า จากที่เราสองคนไม่มีอะไร จนวันนี้ เรามีหน้าที่การงานที่ดี มีบ้าน มีรถ มีลูกเป็นของตัวเอง ....

จนมาถึงวันครบรอบการแต่งงานในปีที่ 7 มรสุมที่มันเริ่มก่อตัวโดยที่ดิฉันไม่รู้ตั้งแต่กลางปี มันก็พัดโครมเข้ามาชนดิฉันโดยไม่ตั้งตัวทั้งๆ ที่ เดือนนี้มันเข้าหน้าหนาวแล้ว หุหุ...

ที่สำคัญ ดิฉันดันไปรู้เรื่องนี้จากเพื่อนของสามี ที่ทนเห็นดิฉันถูกหลอกไม่ได้...เป็นอันว่า ดิฉันมารู้ทีหลังคนอื่นว่า สามีไปคบกับผู้หญิงที่มาทำงานใหม่ได้ระยะนึงแล้ว

ในตอนแรกคนที่ทำ งานต่างก็ไม่คิดอะไรมากเพราะปกติ สามีเป็นคนรักครอบครัว รักภรรยาและลูก จนเป็นที่นับถือของพี่ๆ น้องๆ ในที่ทำงาน และเป็นแบบอย่างให้น้องผู้หญิงหลายคนในที่ทำงานพยายามให้แฟนเอาแบบ อย่าง....

แม้เค้าทั้งคู่ จะแสดงความสนิทสนมกันมากกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ในที่ทำงานเดียวกัน แม้เค้าทั้งคู่มักจะไปไหนมาไหน เป็นต้นว่า ออกไปพบลูกค้า ไปทานข้าวกลางวัน กัน 2 คน และแม้เค้าทั้งคู่จะกลับบ้านด้วยกันโดยที่สามีดิฉันเป็นคนไปส่งเธอที่บ้าน

(โดย ปกติแล้วดิฉันจะออกจากที่ทำงานไปเจอกับสามีตอนเย็นเพื่อนั่งรถของเรากลับ บ้านด้วยกัน แต่ในระยะนั้น สามีขอให้ดิฉันติดรถเพื่อนที่ทำงานไปลงใกล้ๆ บ้าน แล้วเค้าก็จะมารับเข้าบ้านอีกที โดยให้เหตุผลว่า งานเค้าเลิกช้า ไม่อยากให้ดิฉันต้องรอ)

เมื่อคนในที่ทำงานต่างก็ไว้วางใจคนทั้ง 2  จนอาจทำให้คนทั้ง 2 ชะล่าใจ (กระมัง) จนในที่สุด คนทั้ง 2 ก็แสดงความรู้สึกออกมาจนเกินคำว่าพอดี พอเหมาะพอสม หรืออะไรก็ตาม ทีมันอาจเป็นเส้นแบ่งเขตแดนของคำว่าศีลธรรม  

ในช่วงวันหยุดยาว ที่ทำงานของสามีจัดพาพนักงานไปเที่ยวพักผ่อนประจำปี ซึ่งในปีนั้น เค้าจัดทริปไปไกลมาก สามีไม่อยากให้เอาลูกสาวไปด้วยเพราะเค้ายังเล็ก

มิ ไยที่ดิฉันจะขอร้องว่า ปีนี้ อย่าไปเลยเพราะเป็นช่วงเดียวกับที่เรานัดกันไว้ว่าจะไปเที่ยวด้วยกันทั้ง ครอบครัว เพราะตรงกับวันครบรอบแต่งงาน  แต่คุณสามีย่อมต้องมีร้อยเหตุผลในการที่เค้าจะต้องไปให้ได้  และก็บอกว่า จะรีบกลับก่อนคนอื่นๆ ให้ทันวันครบรอบแต่งงาน สุดท้ายเค้าก็ไปค่ะ

และ ด้วยโอกาสนี้เอง ที่ทำให้คนอื่นๆ ในที่ทำงานต่างก็ยิ่งเห็นการแสดงออกของเค้าทั้งสองคนที่มันเกินกว่าคำว่า เพื่อน หรือพี่น้อง เพราะเกือบตลอดเวลาที่ไปออกทริปนี้ ทั้ง 2 คน แสดงออกอย่างลืมตัว ลืมที่จะปิดบัง และลืมไปว่า เค้าทั้งคู่ต่างมีพันธะแล้ว (ฝ่ายหญิงมีแฟนแล้วแต่ไม่ได้พาแฟนมาทริปเช่นเดียวกัน)

ทั้งสองมัก จะหายไปกัน 2 คน เสมอๆ แม้แต่เวลากลางคืนที่ทุกคนอยู่ในบ้านพัก แต่ก็ชวนกันออกไปเดินเล่นยามค่ำคืน ต่อหน้าเพื่อนๆ ทุกคน จับไม้จับมือกัน ถือกระเป๋าให้กันเหมือนคนเป็นแฟนกันไม่มีผิด....

หลังจากเหตการณ์วันนั้น..จึงทำให้มี คนที่ทำงานสามี ที่รู้จักสนิทสนมกับดิฉันพอประมาณ ทนไม่ได้ บวกกับโดนดิฉันบีบบังคับให้คลายความสงสัยออกมา

วูบแรกมันเหมือนมี ลมแรงๆ มาพัดเราจนซวนเซ..ใจมันสั่นไปหมด..แทบจะโทรไปถามสามีซะเดี๋ยวนั้น แต่ก็พยายามข่มใจไว้...รอจนถึงตอนเย็น จึงนัดไปเจอกันที่ร้านอาหารก่อนเข้าบ้าน เพราะดิฉันไม่อยากคุยกันตอนลูกอยู่ด้วย

จังหวะแรกเค้านิ่งไปเลย ...ตอนที่ดิฉันถาม...

จังหวะ ที่สอง เค้าพูดออกมาเสียงพร่าๆ ว่าไม่มีอะไร..เค้ารู้ว่าความเหมาะสมอยู่ที่ไหน เค้าไม่ก้าวข้ามเส้นไปแน่นอน....แล้วก็บอกให้ใจเย็นๆ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...

ในวันนั้นดิฉันเชื่อเค้า และให้โอกาสเค้าพิสูจน์ตัวเอง....แต่....เหตการณ์ต่อมา มันทำให้ดิฉันเริ่มไม่แน่ใจ

ดิฉันได้มีโอกาสได้อยู่ในสถานการณ์ที่มีเรา..สาม..คน.. ดิฉัน สามี และผู้หญิงคนนั้น...

วันนั้น เป็นวันที่ดิฉันรู้สึกเป็นครั้งแรก ว่า...ดิฉัน เพิ่งรู้จักผู้ชายคนที่นอนอยู่ข้างๆ กันมาตลอดเกือบสิบปี

วัน นั้น เป็นวันที่ดิฉันรู้สึกว่า ตัวเอง เป็นเพียงส่วนเกิน ของสามีตัวเอง....เค้าสองคน คุยกันสนิทสนม เหมือนโลกนี้ มีเค้าอยู่กันแค่สองคน ...จนเพื่อนคนอื่นในออฟฟิศของสามี เดินเข้ามาแล้วดึงดิฉันไปคุยกับอีกกลุ่มนึง....

นับจากวันนั้น..ที่ดิฉันขอร้องให้สามี เห็นแก่ เรา เห็นแก่ลูก ตัดผู้หญิงคนนั้นออกไปเสีย ..

แต่ เค้าสารภาพว่า คงทำไม่ได้ เพราะถึงแม้จะไม่ได้รักดิฉันน้อยลง..แต่เค้าก็ชอบผู้หญิงคนนั้น มัน click กันมาก  เค้าสัญญาว่า เค้าจะไม่ล้ำเส้นออกไปแน่นอน...

เค้าพูดว่า “ทั้งเค้า และผู้หญิงคนนั้น ต่างก็รู้ดีว่า ต่างฝ่ายต่างมีเจ้าของ มันคงเป็นไปไม่ได้ อย่างมากเค้าสองคนคงเป็นได้แค่เพื่อนสนิท เพราะเค้าเป็นคนที่ดีมาก เอาใจใส่และทำให้สามีรู้สึกว่าเป็นคนมีค่า เป็นคนสำคัญ ในขณะที่ดิฉันไม่ห่วงใย ไม่เอาใจใส่เขาเลย “

ดิฉันไม่ รู้ว่า จะตีความหมายคำว่า “เพื่อนสนิท” ของผู้ชายนั้นคือ ว่าคืออะไร จะเป็นเหมือน ภาพยนตร์ เรื่อง “เพื่อนสนิท” รึเปล่า ดิฉันไม่รู้

รู้ แต่ว่า ดิฉันแปลความหมายง่ายๆ ตามประสาผู้หญิงทั่วไปว่า  “ เมื่อก่อนเค้ารักฉัน แต่เดี๋ยวนี้ เค้าเห็นคนอื่นที่ดีกว่า ตอนนี้เค้ากับผู้หญิงคนนั้นรักกัน แต่ก็ต้องหักห้ามใจ เพราะหน้าที่ ความรับผิดชอบมาขวางเอาไว้ ไม่ใช่เพราะรักดิฉัน” สิ่งนี้ ยิ่งทำให้ดิฉันเสียใจยิ่งกว่า เค้าบอกเลิกกับดิฉันเสียอีก......

นับจากวันนั้น ระหว่างดิฉัน กับ สามี ก็ทะเลาะกันบ่อยครั้ง รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ดี ที่ เราแยกครอบครัวออกมาจากบ้านพ่อและแม่ของทั้ง 2 ฝ่าย มิฉะนั้น เรื่องราวอาจบานปลายใหญ่โต ตอนที่เกิดปัญหานี้ขึ้น ดิฉันไม่ได้ปรึกษาพ่อกับแม่เลย เพราะไม่อยากให้ท่านทั้งสองไม่สบายใจ อีกอย่างถ้าเกิดวันนึง เราทั้งคู่กลับมาดีกันได้ แต่ความรู้สึกที่พ่อกับแม่ดิฉันได้เสียไปแล้ว คงไม่มีมีวันกลับมาเหมือนเดิมแน่นอน

ตอนนั้น ทั้งสามี และผู้หญิงคนนั้น กำลังถูกกดดันจากเพื่อนร่วมงาน แต่ทั้งสองฝ่ายต่างก็ให้กำลังใจกันและกัน โดยบอกอีกฝ่ายหนึ่งว่า พวกเค้าไม่ผิด ... พวกเค้ายังคงทำงานร่วมกัน พูดคุยกัน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

(ดิฉันได้ข้อมูลจากเพื่อสามี และตัวสามีเองที่มักเล่าให้ฟัง โดยวางสถานะผู้หญิงคนนั้นเป็นเพื่อนสนิทตามที่เค้าบอก)

ดิฉัน ไม่มั่นใจว่า เค้าทั้งสองคน พัฒนาความสัมพันธ์ทางใจอย่างเดียว หรือมีทางกายด้วย แต่ก็ได้รับข้อมูลจากคนที่ทำงานของสามีว่า เค้าสองคนมักแอบหาโอกาสอยู่กันตามลำพังเสมอ  และเคยมีคนเห็นเค้าจับมือถือแขนกัน..

แต่ดิฉันคิดว่าคงยังไม่ถึงขั้นมีความสัมพันธ์ทางกายกันอย่างลึกซึ้ง อาจเพราะยังไม่มีโอกาสมากขนาดนั้น

และ ฝ่ายผู้หญิงเอง เท่าที่ดิฉันได้พบ รู้จัก ไม่น่าจะยอมเสียอะไรง่ายๆ โดยเฉพาะกับผู้ชายที่แค่หว่านเสน่ห์เล็กน้อย ก็สามารถจูงไปไหนมาไหนได้...

ผู้หญิง คนนี้ ดูภายนอกมักแสดงท่าทีเป็นคนใสซื่อ บริสุทธ์ ร่าเริงสดใส และชอบหว่านเสน่ห์ให้ใครต่อใคร โดยเฉพาะคนมีเจ้าของเหมือนคนที่ชอบบริหารเสน่ห์ และมักสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองแบบผิดๆ (เนื่องจากเคยหว่านเสน่ห์ใส่ คนที่ทำงานคนนึงที่หน้าตาดี มีแฟนแล้ว แต่ผู้ชายคงจะรู้ทันเลยไม่ตกเป็นเหยื่อ) สำหรับสามีดิฉัน น่าจะโดน “ใช้” มากกว่า เนื่องจากเป็น คนที่มีตำแหน่งเทียบได้ประมาณ รองหัวหน้าห้อง คงมีประโยชน์กับเธอไม่มากก็น้อย...

แต่ทุกครั้งที่พบกับดิฉัน เธอมักทำตัวสนิทสนมกับสามี ให้ดิฉันเห็นเสมอ...ปากยิ้ม แต่ตาไม่ยิ้ม...

ดิฉัน คิดว่า ข้อนี้ ผู้หญิงด้วยกันย่อมดูกันออก...แต่โชคดีที่ดิฉันเก็บอาการได้ตลอด ไม่เคยแสดงท่าทีคุกคามหรือ เป็นปฏิปักษ์กับเธอเลย..มีแต่ยิ้มสวนกลับไปเธอยิ้มมา..ดิฉันจะยิ้มให้ หวานกว่า

....เพราะหากดิฉันแสดงท่าทีคุกคามเธอ ดิฉันคงกลายเป็นนางมารร้าย กำลังร้ายเจ้าหญิงในสายตาของคนบางคนแน่นอน ...อันนี้ ดิฉันขอถือว่าเป็นชัยชนะเล็กๆ น้อยๆ ที่ดิฉันเอาชนะตัวเองและเธอคนนั้นได้

อย่างไรก็ตาม...อาจเป็นเพราะ เหตุนี้ เลยทำให้เธอคุกคามดิฉันผ่านทางสามีมากยิ่งขึ้น สามีมักมาพูดเห็นใจเธอเวลาโดนเพื่อนที่ทำงานกดดัน และทำให้ต้องออกหน้าช่วยเหลือบ่อยๆ จนตอนนี้ คนที่ทำงานไม่จำเป็นไม่พูดกับสามีดิฉันไปด้วย น้องๆ ที่เคยเข้าใจ ต่างพากันหลบหน้า สามีดิฉันกำลังเผชิญกับ “วิกฤตศรัทธา” จากทุกคนในที่ทำงาน

ในตอนนั้น...สามีเครียดมาก ดิฉันพยายามให้กำลังใจ และขอให้เค้าแก้ไขปรับปรุงตัว แก้ไขจากต้นเหตุ...ซึ่งเค้าก็รู้อยู่เต็มอกว่า ตันเหตุมาจากที่ไหน ..

เค้า เริ่มโทษคนอื่นๆ รอบตัวไปหมด รวมทั้ง มักจะพาลดิฉันกับลูกบ่อยๆ  จากคนที่เคยรักลูก กลับกลายเป็นกราดเกรี้ยวเอากับลูกสาวตัวเล็กๆ อายุเพิ่งจะสามขวบ ตีแรงๆ จนลูกตัวโยนไปมา บ่อยครั้งที่เผลอทำต่อหน้า แม่และญาติพี่น้องของเค้าเอง จนแม่สามี ยังตั้งข้อสังเกต

ในตอนแรก สามีไปเล่าให้แม่เค้าฟังว่า เราเชื่อ คนที่ทำงานเค้าจนเข้าใจเค้ากับผู้หญิงคนนั้นผิด เค้าสองคนไม่ได้มีอะไรกัน คิดกันแค่พี่น้อง

ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่ แม่ก็ย่อมต้องเชื่อลูกชาย แม่สามีมาเตือนดิฉันไม่ให้คิดมาก และดิฉันเองก็คิดว่า คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะแม่ลูกกัน ย่อมต้องเชื่อกันเป็นธรรมดา ดิฉันไม่ได้เล่าอะไร หรือปรึกษาอะไรกับแม่สามีอีก

จนระยะหลังที่แม่สามีมาสังเกตเห็น พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกชายตัวเอง ที่กลายเป็นคนขี้โมโห กราดเกรี้ยวเอากับเมียและลูกเสมอๆ จากคนที่มักเอาใจใส่ลูกเมียตลอดกลายเป็นไม่ใส่ใจ

จนมีวันนึง ที่สามีโมโหดิฉันมากๆ เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเราไปจับผิดเค้ากับผู้หญิงคนนั้น ทั้งที่ เราก็ถามออกไปอย่างปกติ ทะเลาะกันไปมา ก็ระงับอารมณ์ไม่อยู่ถึงขั้นลงไม้ลงมือกับดิฉัน เค้าตบดิฉันอย่างแรง จนปากแตกและล้มฟาดลงไปกับขอบโต๊ะ นิ้วซ้นบวม เขียวไปหมด...

นั่นเป็น วันแรกที่ดิฉันเอง ก็ระงับสติอารมณ์ไปไม่อยู่ ขอเลิกกับเค้าในวันนั้น...ดิฉันรู้สึกเกลียดเค้าขึ้นมาจับจิตจับใจเป็นครั้ง แรก..

เราทั้งคู่นิ่งเงียบไปตลอดทาง ก่อนจะไปรับลูกสาวที่อยู่บ้านย่า...แม่สามีถามดิฉันว่า แผลไปโดนอะไรมา ดิฉันโกหกไปว่า หน้ามืดเลยเป็นลมล้มไปชนโต๊ะ..

หลังจากกลับไปถึงบ้าน ส่งลูกเข้านอนแล้ว สามีมาขอโทษดิฉัน..แล้วก็บอกว่า ไม่อยากเลิกกัน ทำไม่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ...

ดิฉัน บอกไปว่า ไม่สามารถทนอยู่ร่วมกับคนที่ทำร้ายกันได้ขนาดนี้อีกต่อไป...แต่สุดท้าย ดิฉันก็ใจอ่อน ยอมยกโทษให้สามี โดยยื่นคำขาดว่า ขอให้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ทั้งที่ในใจดิฉันไม่มั่นใจเลย ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายรึเปล่า...

ดิฉันยอมรับว่าช่วงนั้นดิฉัน รู้สึกหดหู่ และมืดมนกับชีวิตมาก พยายามหาหลักให้กับจิตใจจนสุดท้ายต้องเอาธรรมมะเข้าข่ม และเคยคิดแม้กระทั่งจะไปพบจิตแพทย์ เพราะเกิดอาการเครียดมาก ต้องให้กินยาระงับประสาท เพราะหัวใจเต้นผิดปกติ

วันรุ่งขึ้นเป็นช่วง วัยหยุดเสาร์ อาทิตย์ สามีต้องไปทำงานต่างประเทศกับทีมงาน ดิฉันรู้สึกแย่มากๆ เหมือนโลกมันมืดมน เอาแต่นั่งกอดลูกร้องไห้ตั้งแต่เช้า จนลูกสาวพลอยร้องไห้ไปด้วย...กอดกันร้องไห้สองแม่ลูก ..

.พอดี แม่สามีโทรมาว่าจะมาเยี่ยมหลาน พอมาถึงเห็นเราโทรมมาก เนื้อตัวก็เขียวช้ำ เลยถามอีกว่าเกิดอะไรขึ้น ดิฉันเลยเล่าให้แม่สามีฟังหมด คราวนี้แม่สามีตกใจมากเพราะไม่คิดว่า ลูกชายจะเป็นมากถึงขั้นลงไม้ลงมือกับเมียขนาดนี้ จึงขอให้ดิฉันไปหาเบอร์โทรศัพท์ผู้หญิงคนนั้นมา แม่จะพูดให้....

จาก การที่แม่สามี โทรไปหาผู้หญิงคนนั้น และสอนกลายๆ ว่า เรื่อง ชู้สาวในที่ทำงานมันมีแต่จะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียทั้งหน้าที่การงานและ ชื่อเสียง...

ผู้หญิงคนนั้น เลยอาศัยสถานการณ์นี้ ชิ่งหนีจากสามีดิฉัน และไปหาหัวหน้าของสามีแล้วไปเล่าว่า เค้าเป็นฝ่ายถูกกระทำ สามีดิฉันเป็นฝ่ายเข้าหาเค้าโดยที่เค้าไม่มีส่วนรู้เห็น ไม่ได้ชอบสามีเลย แต่สามีใช้ตำแหน่งเข้าหาเธอ

จากนั้นเธอก็ทำเย็นชาและไปตีสนิทกับหัว หน้าของสามีแทน โดยขอให้หัวหน้าเข้ามาช่วยกันสามีดิฉันออกไปจากเธอ (หัวหน้าสามีโทรมาเล่าให้ดิฉันฟังและบอกว่า ที่ทำงานจะช่วยกันให้ แต่นอกเวลางานดิฉันต้องดึงสามีไว้เอง)

หลังจากสามีกลับมาจากต่างประเทศ จึงมาเห็นกับตาตัวเองว่าเธอเปลี่ยนไป ตอนนี้เธอมีเป้าหมายใหม่คือหัวหน้า และไม่แยแสสามีอีกเลย

สามี ดิฉันเกิดอาการของคนอกหัก..กินเหล้า เมา  เสียจริตไปอยู่พักใหญ่ คงยังทำใจไม่ได้ เพราะสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง(อย่างที่ฉันเคยเป็น..)

ใน ขณะที่ ตอนนั้นดิฉัน กำลังอยู่ในช่วงที่ทำใจได้ เพราะช่วงที่ผ่านมาดิฉันดูแลบ้าน รับภาระเรื่องลูกคนเดียวเป็นส่วนใหญ่ งานการต่างๆ ในบ้านดิฉันทำเองโดยไม่พึ่งเค้า ดิฉันดูแลลูก ดูแลบ้าน และดูแลสามีตามหน้าที่ (โดยไม่เอาใจใส่เข้าไปให้มากนัก) ทำให้จิตใจฉันสบายขึ้นอีกมาก

หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดูเค้าจะเข็ดผู้หญิงคนนั้นอยู่พักนึง

แต่ ดิฉันคิดว่าลึกๆ ลงไปแล้ว เค้ายังมีความอยากเอาชนะผู้หญิงคนนี้อยู่เสมอ เพราะฝ่ายผู้หญิงเองเมื่อสะบัดทิ้งสามีดิฉันไปได้ระยะนึง ก็กลับมาเห็นประโยชน์จากสามีดิฉันอีกแล้ว เพราะงานหลายๆ อย่างที่ทำงาน สามีดิฉันเป็นคนดูแลเสียส่วนใหญ่ เธอจึงเริ่มกลับมาทำทีอ่อนน้อมถ่อมตนเหมือนเดิม

ในขณะที่สามีดิฉันเริ่มเรียกศรัทธาจากลูกน้องเก่าๆ คืนมา  รวมทั้งอยู่ระหว่างการเรียกศรัทธาจากเมียที่บ้านด้วย

อย่าง ที่เค้าเรียกว่า น้ำมันใกล้กับไฟ ไฟใกล้กับน้ำมัน หรือตัดบัวยังเหลือใย สุดท้ายดูคล้ายกับสามีจะกลับไปพูดคุยกับผู้หญิงคนนั้น แต่ครั้งนี้ เค้าสัญญาว่า จะเป็นไปเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น  

ถึงแม้ดิฉันเองจะยัง ไม่ชอบใจนัก แต่ถ้าหากห้ามไม่ให้คุยกันซะเลย คงจะหาว่าดิฉันเป็นคนใจแคบ เพราะยังไงๆ เค้าก็ยังต้องทำงานร่วมกันอยู่ ดิฉันจึงเฉยเสีย แต่ก็ปรามอยู่ห่างๆ

ดิฉันพูดว่า รู้แล้วว่าเค้าไม่ใช่คนดีจริง ก็อย่าเอาเค้าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับ “บ้าน” ของเราอีก ถึงแม้สามีจะปิดดิฉันได้ แต่ ผู้หญิงคนนั้นคงจะทำให้ดิฉันรู้ได้   อยู่ดี

ต่อ มา เรื่องที่ผู้หญิงคนนั้นแอบคบกับหัวหน้า ก็ถูกภรรยาของหัวหน้าจับได้ เพราะจับได้ว่าส่งข้อความกุ๊กกิ๊กถึงกัน อ่านได้คาหนังคาเขา จนเรื่องราวบานปลายมาถึงในที่ทำงานคนในที่ทำงานต่างก็รู้เรื่องนี้ จ

นสุดท้ายผู้หญิงคนนี้ก็ทนอยู่ในที่ทำงานนี้ต่อไปอีกไม่ได้ ต้องลาออกไปในที่สุด...

สิ่งนี้ ก็นับเป็นนิมิตหมายอันดี และคงเป็นผลสะท้อนให้หลายๆ คนเห็นว่า...เวรกรรมมันมีจริง.....

ขณะนี้ดิฉันหวังว่า  ผู้หญิงคนนี้คงไม่กลับเข้ามาในชีวิตของดิฉันอีก...
เพราะ ถึงแม้ว่า สามีของดิฉันจะพยายามตัดผู้หญิงคนนั้นออกไป ในขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างเค้ากับดิฉัน มันก็ยังไม่เหมือนเดิม ....

มันเหมือนมีกำแพงใสๆ มาขวางกั้นอยู่...มันเหมือนกับว่า เค้ากลายเป็นคนเย็นชา ไม่ได้มีอารมณ์ใส่ใจดิฉันจริงจังหมือนอย่างแต่ก่อน  

ดิฉันไม่รู้ว่า อย่างนี้มันเรียกว่า “หมดรัก” ใช่รึเปล่า....

แต่ ช่วงนึงที่ดิฉันเสียใจและเจ็บปวดกับการกระทำของเค้า ดิฉันเองรู้สึกว่า ตัวเองกำลังจะกลายเป็น “คนเย็นชา” เช่นเดียวกัน รวมทั้ง ความรู้สึก “เกลียด” มันก็ทวีมากขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งรู้สึกกลัวว่า ตัวเองจะเกลียดผู้ชายคนนี้ จนไม่สามารถให้อภัยและอยู่กับเค้าต่อไปได้อีก....ดิฉันจึงพูดกับเค้าตรงๆ ว่า

“คุณรู้ตัวมั้ยว่า ตอนนี้คุณเปลี่ยนไปนะ เดี๋ยวนี้คุณไม่ดูแล เอาใจใส่ ฉันเหมือนเมื่อก่อน

เมื่อก่อนเวลาฉันป่วย ไม่สบาย คุณจะเป็นคนแรกที่มาถามไถ่ คอยดูแลฉันตลอด แต่เดี่ยวนี้เวลาฉันป่วย ไม่สบาย ฉันต้องดูแลตัวเอง

คุณ ไม่..แม้แต่จะถามสักคำว่าฉันเจ็บไหม…ฉันเป็นอย่างไรบ้าง...ฉันนอนไม่สบาย แต่คุณบอกว่าจะออกไปเที่ยวปล่อยให้ฉันกับลูกอยู่กันตามลำพังได้  

แต่ ตอนนี้ฉันอยากจะบอกว่า หากคุณจะเป็นอย่างนี้ต่อไป ฉันกับลูกก็จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงของคุณ ตอนนี้ฉันรับได้แล้วนะ..ฉันเข้มแข็งพอที่อยู่ได้...” ฉันพูดไปเรื่อยๆ...โดยไม่ได้มองหน้าสามี

หันกลับมาอีกที...เห็นเค้านั่งร้องไห้ เช็ดน้ำตา แล้วก็เดินมากอดดิฉันเงียบๆ อยู่ครู่นึง

แล้วก็บอกว่า “ผมขอโทษ..”

นับจากวันนั้น เค้าก็พยายามปรับปรุงตัว ปรับปรุงอารมณ์ ควบคุมตัวเองให้ดีขึ้น

ตอนนี้ ดิฉันคิดว่า เค้ากลับมาเป็นเหมือนเดิมซัก...70% แล้วละมั้ง ที่เหลืออีก 30% คงต้องรอดูกันต่อไป....

เพราะ เมื่อเร็วๆ นี้ ฉันพบว่า เค้ายังมี contact MSN ของผู้หญิงคนนั้นอยู่ แต่ไม่รู้ว่ายังติดต่อกันอยู่อีกรึเปล่า....ไม่อยากคิดให้ไม่สบายใจ

ดิฉันเลยถามเค้าไปตรงๆ และขอให้ Delete contact ไปเสีย เพื่อความสบายใจของดิฉัน

ซึ่ง จริงๆ แล้ว หากคนที่คิดจะยังติดต่อกันอยู่ ยังไงๆ เราก็คงไปห้ามไม่ได้ และดิฉันเองก็ไม่มีความคิดอยากจะไปตามจับผิดหรือหวาดระแวงจนเกินไป มันจะบั่นทอนจิตใจเราเปล่าๆ แต่ก็ขอพูดออกไปเพื่อเป็นการสร้างคำมั่นสัญญากลายๆ ว่า “อย่าไปติดต่อกับเค้าอีกเชียว..ถ้ารู้ละก็น่าดู..ฮึ่ม.”

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้ว่าตอนนี้ เรื่องราวอาจจะจบ หรือยังไม่จบ คงเป็นเป็นเรื่องในอนาคตที่ไม่มีใครจะบอกได้อย่างแม่นยำ  

แต่นิทานเรื่องนี้ เอ้ย ประสบการณ์เรื่องนี้สอนให้รู้และเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง

1. ดิฉันได้มีเวลาหันกลับมาทบทวน  มองตัวเองในกระจก ว่า เรามีข้อบกพร่องตรงไหน เราต้องปรับปรุงอะไร เราทำดีและเอาใจใส่กับคู่ของเรามากพอหรือยัง

ถ้ายังก็จงปรับปรุงเสีย เพราะเราเองก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดช่องว่างให้บุคคลที่สามแทรกเข้ามาได้

2. ดิฉันได้มีเวลามาทบทวน มองคู่ของตัวเองในอีกมุมนึง ที่แม้แต่เวลาครึ่งชีวิตเราอาจไม่เคยเห็น ไม่เคยคิดว่าเค้าเป็น.. และรู้จักเค้าอย่างถ่องแท้

3.ดิฉันได้มีโอกาสทดสอบและเอาชนะจิตใจ เบื้องต่ำของตัวเอง ในการเอาชนะมือที่สามด้วยความดีและด้วยสติ (ต้องใจเย็นสุดๆๆๆๆ ในสงครามแห่งความรัก ....)

4.ดิฉันได้มีโอกาส ทดสอบ ทบทวนจิตใจตัวเอง ว่า เรารักคู่ของเรามากพอที่ให้โอกาสเค้าได้กี่ครั้งกัน  เรารักเค้ามากพอที่จะยอมยกโทษให้กันได้รึเปล่า

5.ดิฉันอาจจะได้มี บททดสอบจิตใจตัวเองต่อไปว่า จะต้องเวลานานแค่ไหนในการเรียกความเชื่อมั่นในตัวเอง และในตัวสามีกลับคืนมา แต่เชื่อว่า มันคงต้องใช้กำลังใจอย่างมากมายทีเดียวค่ะ

6.ดิฉันได้ค้นพบสัจธรรม ข้อหนึ่ง คือ “แม้แต่ใจเราเองเรายังควบคุม บังคับมันไม่ได้..แล้วเราจะไปเอาอะไรกับใจคนอื่น” (ท่องอยู่ตลอด เวลาที่เจอเรื่องจิ๊ดๆ แล้วรู้สึกทนไม่ได้)

7.ข้อสุดท้ายที่ดิฉันนึก ออกในตอนนี้ คือ “ขอให้ทุกคนอย่าประมาทในการใช้ชีวิต..เพราะอาจทำให้สิ่งที่เหลือคือ ชีวิตที่ว่างเปล่า..ที่เดิม..ที่เคยมีเรา..สองคนหายไป.....กลายเป็นเพลงซะ แล้ว ตอนดิฉันตกอยู่ในช่วงรันทด ฟังเพลงนี้ทีไร ร้องไห้ทุกที  ”

สุด ท้าย แต่ไม่ท้ายสุด ขอให้เพื่อนๆ ทุกคน..หมั่นสำรวจ บำรุงรักษาบ้านของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอ รีบซ่อมแซมแก้ไขรอยรั่ว เพื่อเตรียมรับกับมรสุมที่อาจพัดผ่านเข้ามาในชีวิตได้ตลอดเวลา

และเมื่อพายุร้ายได้ผ่านพ้นไปขอให้รีบซ่อมแซม ผสานรอยร้าว อย่าปล่อยให้ร้าวลึกเกินจะแก้ไขนะคะ....

ขอ ให้กำลังใจทุกๆ คนที่กำลังเจอมรสุมชีวิต...ขอให้ผ่านพ้นไปด้วยดีไม่ว่าทางออกของปัญหาจะอยู่ ในรูปแบบใด ขอให้ใช้สติในการแก้ปัญหาให้มากที่สุดค่ะ
คัดลอกไปที่คลิปบอร์ด
โค๊ด:
ที่มา http://www.pantip.com/cafe/family/topic/N7023097/N7023097.html
กระทู้เด่นของผู้โพส


What are these?
credit = จำนวนเครดิตสะสม ความเพียร = คะแนนจิตพิศัย
ค่าแรง = ไว้ใช้จ่ายในบอร์ด เงินปันผล = แลกเป็นเงินจริงได้

TOP

เวลาทั้งหมดกำหนดเป็น GMT+7, เวลาขณะนี้ 2009-1-8 01:39
Powered by Discuz! 6.0.0 © 2001-2007 Comsenz Inc.
Processed in 0.827697 second(s), 9 queries
Designed By Discuz! Support Team